Design Thinking

คำว่า Design Thinking เป็นคำที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงและฮออตฮิตมาก ตั้งแต่ปี 2017 จนในปี 2019 นี้ Design Thinking ไม่ได้เป็นเพียงแค่หลักการทางวิชาการอีกต่อไป แต่Design Thinking ได้ถูกพิสูจน์ออกมาเป็นรูปอธรรมจากหลากหลายองค์กรที่นำแนวคิดนี้ไปพัฒนา สร้างนวัตกรรม ทั้งเชิงโปรดัก หรือเชิงแนวคิด วันนี้แชร์หลักการ การคิดง่ายๆว่าถ้าคุณจะเริ่มสร้างนวัตกรรมด้วยหลักการ Design Thinking คุณจะต้องเริ่มยังไง เริ่มจากอะไร

Design Thinking

แนวคิด Design Thinking เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กร หรือแบรนด์สามารถหา Insight เพื่อไปพัฒนาให้มีคุณภาพต่อไปได้ เอาจริงๆแล้วคำว่า Design Thinking ที่เราเคยได้ยินจะแตกต่างกันไปตามมุมมองของแต่ละท่าน แต่ในมุมมองของผม Design Thinking ที่เหมือนกันทุกที่หรือแทบไม่แตกต่างกันเลยนั้นคือ เป็นกระบวนการพัฒนาธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ ที่มีพื้นฐานจากการเข้าใจและรู้ลึกรู้จริงถึงประสบการณ์ของผู้บริโภค แล้วนำมาต่อยอดคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาประกอบกับการพัฒนาสินค้าต้นแบบ ไปสู่การทดลองตลาด เพราะฉะนั้นหลักการใช้ Design Thinking จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่แนวคิดอีกต่อไปแต่ยังมาใช้ในกระบวนการคิดการออกแบบ เพื่อพัฒนาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย เรามาเจาะลึก 5 หลักการของการออกแบบด้วย Design Thinking กันดีกว่า

Design Thinking

1. เริ่มต้นด้วยการเข้าใจปัญหาที่ถูกต้อง (Empathize)

ในแง่ของธุรกิจ การเข้าใจปัญหา นั้นหมายถึงปัญหาของลูกค้า ปัญหาของผู้ใช้ผลิภัณฑ์ โดยการเริ่มต้นนี้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการทำความเข้าใจให้ลึกกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะได้รู้ถึงปัญหาที่แท้จริง

**บางครั้งปัญหามันมีหลากหลายมุมมองหลายมิติ เราอาจจะเห็น หรือไม่เห็นปัญหาอีกมุม แต่ปัญหาเหล่านี้ล้วนสงผลกระทบให้กับองค์กร

ระบุความต้องการให้ชัดเจน Design Thinking

2.การบอกความต้องการให้ชัดเจน (Define)

ขั้นตอนที่2 นี้จะเกิดขึ้นหลักจากที่เราทราบและเข้าใจถึงปัญหา แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าปัญหา ก็คือปัญหาวันยังค่ำ แต่ในขั้นตอนนี้ ผมแนะนำว่าให้ระบุถึงปัญหาที่ต้องการแก้ไขให้ชัดเจน โดยอาจจะลำดับความรุนแรงหรือแนวทางการแก้ไข นอกจากระบุปัญหาลงไปให้ชัดเจนแล้ว แน่นอนว่าปัญหาเหล่านั้นต้องอยู่ในรูปแบบของรูปอธรรม และเป็นปัญหาอย่างแท้จริง

**ปัญหาในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงแค่ปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างเดียว อาจจะรวมไปถึงข้อบกพร่องในผลิตภัณฑ์ตัวก่อนที่เคยปล่อยออกสู่ตลาด หรือแม้แต่ปัญหาของความสะดวกสบายในการใช้งานจริงซ่งแน่นอนครับว่า การระบุปัญหาเหล่านี้เราต้องอาศัยเสียงตอบรับจากผู้บริโภคมาประกอบกับ Insightที่เรามีอยู่

Brainstorm-Design Thinking-

3.การระดมสอง (Brainstorm)

แน่นอนครับว่าขั้นตอนนี้ไม่สามารถทำด้วยใครคนใดคนหนึ่งได้ เพราะชื่อก็บอกอย่างชัดเจนแล้วว่า Brainstorm หรือการระดมความคิด ระดมไอเดีย ที่จะสร้างสรรค์ความต้องการและยุติปัญหา การระดมสมองนี้ไม่ใช่แค่การระดมสมองจากคนกับคน แต่ยังสามารถผนวกกับเครื่องมือต่างๆทางเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อให้เกิดเป็นไอเดียและแนวทางการทำงานในขั้นตอนต่อไป

Prototype-Design Thinking

4.สร้างต้นแบบขึ้นมา (Prototype)

หลังจากขั้นตอนการระดมสมองและไอเดียแล้ว เราก็มาถึงขั้นตอนของการทำให้เกิดเป็นรูปอธรรมเสียที ขั้นตอนนี้เราต้องอาศัยการตัดสินใจเพราะ ไอเดียทุกไอเดียที่เราคิดใช่ว่าเราต้องผลิตออกมาหมดทุกอันเพราะฉะนั้น การคัดเลือกไอเดียออกมาผลิตเป็นตัวต้นแบบนี้จึกสำคัญเช่นกัน

5.ขั้นตอนทดสอบ (Test)

ขั้นตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนที่หลายท่านที่ทำโปรเจ็คนั้นคงลุ้นเหมือนผมเช่นกัน เพราะสิ่งที่เราทำ เราคิด เราผลิตออกไป จะปังหรือแป็ก ล้วนขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้ แน่นอนครับว่า ต่อให้สินค้าดี เราก็นำเอาProduct นั้นกลับมาออกแบบและพัฒนาต่อ หรือถึงจะแป็ก เราก็ยังต้องเอากลับมาแก้ไขเช่นกัน แต่ความต่างมันอยู่ที่ตรงขั้นตอนครับ ถ้าปังผลลัพธ์เกิดออกมาดี เราก็ไม่ต้องนับ1 ใหม่ แต่เราแค่ติดอาวุธ เสริมให้ผลิภัณฑ์นั้นมีมูลค่าสูงที่สุด คุ้มค่าที่สุด และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้มากที่สุด

จะเห็นได้ว่าหลักการนำเอา Design Thinking มาพัฒนาไม่ได้ใช้ได้กับแค่ผลิภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำเอามาประยุกต์ใช้กับบริการต่างๆ หรือแม้แต่ระบบจัดการ ได้อีกด้วยอยู่ที่ว่าใครจะเห็นปัญหาก่อน เห็นลึกแค่ไหน และแก้ไขปัญหาหรือความต้องการได้ตรงแค่ไหน ยังไงลองเอาไปใช้กันได้เลยนะครับ ^^