google marketing live 2019

Google Marketing Live 2019 ถือว่าเป็นงานใหญ่อีกงาน ที่หลังจาก Google I/O 2019  ที่เป็นอีกงานใหญ่ที่เรียกได้ว่าประจำปีของ Google เพื่ออัพเดทผู้ลงโฆษณาและนักการตลาดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Advertising ของ Google ทั้งหลายได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงใหม่ของโปรดักส์ เรามาดูกันสิว่ามีอะไรที่น่าสนใจจากงานนี้บ้าง

google marketing live 2019

1. Discovery Ads

หลังจากที่ Google เคยเปิดตัว Google Discover ไปเมื่อปีก่อน โปรดักส์อาจจะดูคล้ายกับ newsfeed ของ Facebook 555 และข่าวดีในงานนี้ ต่อไปเราจะสามารถลงโฆษณา Discovery Ads ได้ในหลาย placement ตั้งแต่ YouTube Home feed, Promotion Tab ใน Gmail, และ feed ใน Google Discover เองนั้นยังมี มี Format เก๋ๆ อย่าง Carousel ด้วย นอกจากนั้นยังพูดถึงMachine Learning ที่ทรงพลังซึ่ง Google ระบุว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสมและแม่นยำเมื่อให้เวลากับระบบในการเรียนรู้นี่คงเป็นยุคเข้าสู่การ ใช้Ai อย่างดุเดือดแล้วเป็นแน่ครับ Google Discovery Ads จะเปิดให้ใช้งานภายในปีนี้ประเทสไทยอดใจรออีกสักนิดได้ใช้งานแน่นอนครับ

Gallery Ads in Search Result

2. Gallery Ads in Search Result

หลยท่านก็อาจจะไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่ Googleเพิ่งได้เปิดตัว ads ประเภทนี้เอาน่าคิดซะว่ามาช้ายังดีกว่าไม่มานะครับ ปกติเวลาเรา search หาข้อมูลสินค้า เราจะได้ ผลลัพธ์ออกมาเป็นแค่ text ads แต่ต่อไปผู้ลงโฆษณาจะสามารถแสดงรูปแบบ Carousel ได้ในหน้าผลลัพธ์ เรียกว่า Gallery Ads โดยมี spec ดังต่อไปนี้

  • สามารถใส่รูปได้ 4 ถึง 8 รูป
  • สามารถใส่tagline 70 ตัวอักษรสำหรับแต่ละรูป
  • สามารถใส่ได้ถึง 3 Headlines
    และหลังจากการทดสอบ โดยเฉลี่ย Gallery Ads ช่วยเพิ่ม interactions ได้มากขึ้นถึง 35% ซึ่ง Gallery Ads จะเปิดให้ใช้งานภายในปีนี้เช่นเดียวกับDiscovery Ads

3. ทำการปรับปรุง Smart Bidding

หลายท่านถ้าเคยใช้ automate biddingไม่ว่าจะเป็นด้วย  Target CPA, Target ROAS, Maximize Conversions, หรือ Enhanced CPC ครั้งนี้ทางGoogleได้อัพเดตนี่คือ smart bidding ด้วย Machine Learning ของ Google

3 หัวข้อที่ถูกอัพเกรดมีดังนี้

  • Campaign level conversion goals: ถ้าเรามี campaign ที่ทำเพื่อ conversion goal เดียว เช่น เพิ่ม in-store visit (เพิ่มคนเข้าหน้าร้าน) เราจะสามารถ optimize bid ทั้งหมดใน campaign นั้นเพื่อ goal นี้ goal เดียวได้
  • Conversion action sets: ถ้าเราต้องการ optimize bids ในหลาย ๆ campaign พร้อมกัน เราจะสามารถสร้าง set ของ action conversion ได้
  • Seasonality adjustments: ถ้าเรามี event หรือ mid-year sale ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เราสามารถให้ Google Ads optimize bids เฉพาะในช่วงเวลาดังกล่าวและค่อยกลับมาเป็นปกติเมื่อ campaign จบลง

4. YouTube bumper ads เปิดให้ใช้ได้แล้วสำหรับทุกคน

เรียกว่าเป็นข่าวดีสำหรับแบรนด์หรือธุรกิจที่มักจะลงโฆษณา แบบBumper adsอยู่บ่อยๆ Bumper ads ถือว่าเป็นตำแหน่งโฆษณาทองคำของ YouTube/Google การมีวิดีโอโฆษณา 6 วินาทีบังคับให้ดูก่อนเริ่มวิดีโอจริงที่ผู้ใช้งานต้องการ และเป็นตำแหน่งที่ทรงพลังมาก ๆ จากข้อมูลของ Google การมี Bumper Ads 3 ตัว ได้ผลกว่า Video Ads 30 วินาที ตัวเดียวสะอีก

แต่ถึงแม้ bumper ads จะดีมากอย่างไร ผู้ลงโฆษณาหลาย ๆ เจ้าก็ประสบปัญหาในการผลิตวิดีโอ 6 วินาที ที่จะให้เนื้อหาครบถ้วน น่าสนใจ และทำให้คนดูเข้าใจได้ทันที หลาย ๆ เจ้าจึงยังคงผลิตแต่วิดีโอยาว 15, 30, 60 วินาทีเท่านั้น

Google จึงเปิดตัว Bumper Machine ที่จะช่วยตัดต่อวิดีโอที่มีความยาวภายใน 90 วินาทีออกมาเป็นวิดีโอ 6 วินาทีพร้อมสำหรับ Bumper Ads โดยใช้ Machine Learning ของ Google ในการเลือกช่วงที่เหมาะสมสำหรับทำออกมาเป็น 6 วินาที ซึ่ง Bumper Machine ดังกล่าวจะเปิดให้ใช้ภายในปีนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ถือว่าน่าสนใจมากๆและลองติดตาดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

5. รวม Custom affinity กับ custom intent เป็น custom audiences

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Facebook Ads เป็นผู้ริเริ่มให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำกว่า platform อื่น ๆ จึงถึงจุดที่ Google Ads ต้องทำบ้าง เป็นที่มาของการรวม Custom Affinity กับ Custom Intent เป็น Custom Audiences กันไปเลย

ทวนกันไว ๆ Custom Affinity Audience คือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แสดง Interest ที่ตรงหรือใกล้เคียงกับสิ่งที่เราตั้งไว้ (คล้าย ๆ core audience ของ Facebook) ส่วน Custom Intent Audience คือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แสดงความสนใจกับสินค้าและบริการที่เลือกไว้

ต่อไปเราจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเจาะจงที่ความสนใจและพฤติกรรมภายใต้ Custom Audience ได้เลย สิ่งที่ต่างจาก Facebook ก็คือ Google จะจับตามพฤติกรรมและข้อมูลการ Search ของผู้ใช้งานนั่นเอง

6. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้นด้วย Audience Expansion Tool

เมื่อเราเจอ custom audience ที่ได้ผลตอบรับที่ดี เราามารถตามหากลุ่มคนที่มีความสนใจและพฤติกรรมใกล้เคียงกับ custom audience ดังกล่าวด้วย Audience Expansion Tool …ใช่แล้ว! มันคือแบบเดียวกันกับ Lookalike Audience ของ Facebook นั่นเอง

 Google Shopping

 

7. Shoppable Image Search Result ใน Google Shopping

หลังจากที่ Instagram เปิดตัว Checkout on Instagram ที่ผู้ใช้งานสามารถสั่งซื้อสินค้าบน platform IG ได้เลย มาตอนนี้ Google Shopping เองก็เปิดตัว Shoppable Image Search Result

 

8. ขยาย Shopping showcase ads

จากที่ก่อนหน้านี้ Google เปิดตัว Showcase Shopping Ads ไปเมื่อปี 2017 ข้อแตกต่างระหว่าง Shopping Ad ธรรมดากับ Showcase Shopping Ad คือ Shopping Ad หลักจากกดที่ search result มันจะพาเข้าหน้า landing page ที่ตั้งไว้ ในขณะที่ Showcase Shopping Ad จะพาเข้าหน้า Catalog ของสินค้าที่เกี่ยวข้องหรือใกล้เคียง

ในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ Google จะขยาย Showcase Shopping Ads ในผลลัพธ์ของ Image Search, Discover Search และ YouTube

9. Local campaigns สำหรับธุรกิจทุกขนาด

จากที่มีผลสำรวจออกมามากมาย ผู้บริโภค search หาข้อมูลใน smart phone ก่อนที่จะเดินเข้าร้าน ด้วยพฤติกรรมนี้ เราสามาถใช้ Google สร้างอิทธิพลต่อแนวโน้มของผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้า ก่อนที่พวกเขาจะเดินเข้าร้านซะอีก

จึงเป็นที่มาของ Local Campaigns ads แบบ semi-automated ที่จะช่วยโปรโมทร้านใน Search, Display, Maps และ YouTube หลังจากเราใส่ข้อมูลของร้าน – ตำแหน่งที่ตั้ง (location), ad copy, รูปภาพ, งบประมาณและจำนวนที่ต้องการ bid ระบบของ Google Ads จะช่วย optimize ads ใน placement ต่าง ๆ ของ Google เพื่อโน้มน้าวคนที่เห็นโฆษณาให้เดินเข้าร้านต่อไป

ตอนนี้ Google เปิดทดสอบ Local Campaigns ให้กับกลุ่มผู้ลงโฆษณากลุ่มเล็ก ๆ ในหลากหลายอุตสาหกรรม ผลที่ได้คือ ค่าเฉลี่ย ROAS เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่านับว่าเป็นการเปิดตัวที่ผมเชื่อว่านักการตลาดสายดิจิทัลทุกท่านคงทำงานกันอย่างมันส์กว่าเดิมแน่นอน